ธรรมศึกษา
พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ปฏิบัติให้ยิ่งด้วยปัญญา
พุทธศาสนสุภาษิตที่แปลความว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายจงมีสิกขาเป็นอานิสงส์
มีปัญญาเป็นอย่างยิ่งหรือให้ยิ่งด้วยปัญญา
มีวิมุติเป็นสาระคือ แก่นสาร
มีสติเป็นอธิปไตย
คือมีสติเป็นใหญ่
ข้อที่ตรัสสอนให้มีสิกขาเป็นอานิสงส์นั้น
คำว่าอานิสงส์
หมายถึงผลดีที่พึงได้
และหมายถึงเหตุแห่งผลดีนั้นด้วย
บุคคลย่อมต้องการอานิสงส์คือ
ผลที่ดีด้วยกัน
เป็นต้นว่าต้องการผลที่เป็นเครื่องเกื้อกูลให้มีความสุขต่าง
ๆ
ดังเช่นผลที่น่าปรารถนาพอใจทางโลก
คือลาภ ยศ สรรเสริญ
สุขทั้งปวง
และแม้นการปฏิบัติธรรม
ที่เป็นส่วนเหตุทั้งหลาย
ก็ต้องการหาผลที่ดีของธรรมปฏิบัตินั้น
ทางพระพุทธศาสนาพระบรม
ศาสดาจึงตรัสสอนให้ผู้หวังผลที่ดี
ปฏิบัติกรรมที่ดี
กรรมที่เป็นบุญ
กรรมที่เป็นกุศลทางกาย
ทางวาจา ทางใจต่าง ๆ
เมื่อปฏิบัติกรรมที่ดีดั่งนี้ก็ย่อมจะได้รับผลดี
เป็นต้นว่าความ
เป็นผู้มีอายุยืน
ความเป็นผู้มีร่างกายไม่มีโรค
ความเป็นผู้ไม่ขัดสนจนยากต่าง
ๆ เหล่านี้ เป็นต้น
สรุปรวมคือว่าบรรดามนุษยสมบัติ
ทิพยสมบัติ
ตลอดจนถึงนิพพานสมบัติ
ย่อมได้จากกรรมที่ดี
ได้จากการปฏิบัติที่ดี
ดังนั้นอานิสงส์คือผลที่ดีจึงบังเกิดจากเหตุที่ดี
ซึ่งบุคคลปฏิบัติ
คือเมื่อปฏิบัติเหตุที่ดี
ก็ย่อมจะได้รับอานิสงส์คือ
ผลที่ดี การปฏิบัติเหตุ
จึงเป็นสิ่งสำคัญ
ผู้มุ่งผลดีทั้งปวงจึงต้องไม่มุ่งแต่ผลเท่านั้น
แต่ต้องมุ่งปฏิบัติเหตุที่ดีด้วย
จึงจะได้รับอานิสงส์คือผลที่ดี
อานิสงส์ส่วนเหตุ
คือเหตุที่ดี
ก็รวมเข้าในคำว่า สิกขา
อันแปลว่าศึกษา
อันได้แก่การเรียนรู้ในสิ่งที่ควร
เรียนรู้ทั้งหลายด้วยการตั้งใจสดับตรับฟัง
หรือด้วยการตั้งใจอ่าน
ตั้งใจพินิจพิจารณาให้มีความเข้าใจ
และตั้งใจปฏิบัติให้ถูกให้ชอบ
ทางกายวาจาใจ
เพื่อผลที่ต้องการทาง กาย
วาจาใจ
เพราะพุทธศาสนาได้แสดงสิกขาไว้
๓ คือ สีลสิกขา ศึกษาในศีล
จิตตสิกขา ศึกษาในจิต
ปัญญาสิกขา ศึกษาในปัญญา สีลสิกขา
ศึกษาในศีลนั้น
คือศึกษาสำเหนียกให้มีความรู้ความเข้าใจว่า
อะไรคือศีล
และตั้งใจปฏิบัติศีลให้มีขึ้น
ให้เป็นศีลขึ้นที่กายที่วาจาที่ใจของตน
อันศีลนั้น
ได้แก่ความปรกติกาย
ปรกติวาจา ปรกติใจ
เกิดขึ้นจากความงดเว้นจากข้อที่พึงงดเว้นทางกาย
ทางวาจา
มีความสำรวมกายวาจาและใจให้เป็นปรกติเรียบร้อยดีงาม
ไม่ละเมิดทางกาย ทางวาจา
ในข้อห้ามนั้น ๆ
ตลอดจนถึงตั้งใจงดเว้นไม่ละเมิดแม้ทางใจด้วย
ทำให้เป็นความเรียบร้อย
ปรกติทางกาย วาจา ตลอดจนถึงใจ
หมายรวมถึงข้อที่พึงงดเว้น
ที่ควรประพฤติตามพระพุทธบัญญัติ
คือข้อที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้เป็นสิกขาบท
คือเป็นทางแห่งการศึกษา
เป็นก้าวๆ
ไปแห่งการศึกษาอันเรียกว่าวินัย
คือข้อพระบัญญัติ
ที่ได้ทรงบัญญัติไว้
ส่าหรับเป็นข้อแนะนำการปฏิบัติทางกาย
จึงต้องไม่มุ่งแต่ผลเท่านั้น
แต่ต้องมุ่งปฏิบัติเหตุ
ที่ดีด้วย
จึงจะได้รับอานิสงส์คือผลที่ดี
อานิสงส์ส่วนเหตุ
คือเหตุที่ดี
ก็รวมเข้าในคำว่า สิกขา
อันแปลว่าศึกษา
อันได้แก่การเรียนรู้ในสิ่งที่ควร
เรียนรู้ทั้งหลาย
ด้วยการตั้งใจ สดับตรับฟัง
หรือด้วยการตั้งใจอ่าน
ตั้งใจพินิจพิจารณาให้มีความเข้าใจ
และตั้งใจ
ปฏิบัติให้ถูกให้ชอบทางกายวาจาใจ
เพื่อผลที่ต้องการทางกาย
วาจาใจ
เพราะพุทธศาสนาได้แสดงสิกขาไว้
๓ คือ สีลสิกขา ศึกษาในศีล
จิตตสิกขา ศึกษาในจิต
ปัญญาสิกขา ศึกษาในปัญญา สีลสิกขา
ศึกษาในศีลนั้น
คือศึกษาสำเหนียกให้มีความรู้ความเข้าใจว่าอะไรคือ
ศีล
และตั้งใจปฏิบัติศีลให้มีขึ้น
ให้เป็นศีลขึ้นที่กายที่วาจาที่ใจของตน
อันศีลนั้น ได้แก่
ความปรกติกายปรกติวาจาปรกติใจ
เกิดขึ้นจากความงดเว้นจากข้อที่พึงงดเว้นทางกายทาง
วาจา
มีความสำรวมกายวาจาและใจให้เป็นปรกติเรียบร้อยดีงาม
ไม่ละเมิดทางกายทาง
วาจาในข้อห้ามนั้น ๆ
ตลอดจนถึงตั้งใจงดเว้นไม่ละเมิดแม้ทางใจด้วย
ให้เป็นความเรียบ
ร้อยปรกติทางกายวาจาตลอดจนถึงใจ
หมายรวมถึงข้อที่พึงงดเว้น
ที่ควรประพฤติตามพระ
พุทธบัญญัติคือ
ข้อที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้เป็นสิกขาบท
คือเป็นทางแห่งการศึกษา
เป็นก้าว
ๆไปแห่งการศึกษาอันเรียกว่าวินัย
คือข้อพระบัญญัติที่ได้ทรงบัญญัติไว้สำหรับเป็น
ข้อแนะนำการปฏิบัติทางกายทางวาจาต่างๆ
อันเป็นเครื่องกำจัดโทษแห่งความละเมิด
อัน
เป็นเครื่องเบียดเบียนกันและกันให้เดือดร้อน
ทำให้เกิดความไม่สงบไม่งดงามไม่เป็นระเบียบ
ไม่เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาปะสาทะต่างๆ
ศึกษาคือสำเหนียกกำหนดให้มีความรู้
ความเข้าใจในศีลดังรับพระราชทานกล่าวมา
ตลอดถึงในวินัยบัญญัติของพระพุทธเจ้า
และตั้งใจปฏิบัติศีลให้มีให้เป็นขึ้นที่กายที่วาจาที่ใจของตน
คือให้กายวาจาใจเป็นศีลขึ้นมา
ดั่งนี้ คือศีลสิกขา
ศึกษาในศีล
คือศึกษาในศีลจนสามารถปฏิบัติได้ในศีลอย่างละเอียด
โดยพระบัญญัติก็ดี
โดยจิตใจของตนเองก็ดีที่เข้าถึงศีลคือความสงบเรียบร้อยทางใจ
ตลอดถึงทาง กายวาจา (สีลสิกขาก็เลื่อนขั้นขึ้นเป็น
อธิสีลสิกขา ศึกษาในอธิศีล
หรือว่าอธิสิกขา
ศึกษายิ่งในศีลดั่งนี้)
จิตตสิกขา
ศึกษาในจิต
คือศึกษาในกระบวนแห่งจิตใจของตนเอง
ให้รู้จักอารมณ์ ของจิตใจ
และให้รู้จักจิตใจที่เป็นไปตามอารมณ์
รู้จักควบคุมรักษาจิตใจของตนให้มีความ
สงบ
ด้วยตั้งใจไว้ในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความสงบ
ละอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ไม่สงบทั้งหลาย
ทำให้พ้นไปจากจิตใจ
คือปฏิบัติตามหลักสมถกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าได้
ทรงสอนไว้
ทำจิตให้มีสมาธิตั้งมั่นขึ้น
และเมื่อสามารถทำจิตให้สงบสงัดได้จากกามจาก
อกุศลธรรมทั้งหลาย (เข้าถึงภาวะจิตที่เป็นอัปนาสมาธิ
คือสมาธิที่แนบแน่น
ตั้งแต่ขั้น ปฐมฌานขึ้นไป
จิตตสิกขาก็เลื่อนชั้นขึ้นเป็นอธิจิตตสิกขา
ศึกษาในอธิจิต หรืออธิสิกขา
ศึกษายิ่งในจิต) ปัญญาสิกขา
ศึกษาในปัญญา
คือศึกษาสำเหนียกในความรู้ความเห็นของ
ตน
ให้รู้จักความรู้ความเห็นของตน
และตั้งใจปฏิบัติอบรมความรู้ความเห็นของตนให้เป็น
ความรู้ความเห็นอันถูก
ตรงต่อสัจจธรรม
ธรรมที่เป็นตัวความจริง
ตั้งต้นแต่ให้ถูก ตรงต่อ สัจจธรรมอันเกี่ยวแก่บาปบุญคุณโทษประโยชน์มิใช่ประโยชน์ทั้งหลายทางกรรม
ตลอดจน
ถึงให้ถูกตรงต่ออริยสัจจะ
คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์
ความดับทุกข์
และทางปฏิบัติให้ถึงความ
ดับทุกข์
ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงสั่งสอนไว้
(และเมื่อได้ปัญญาในธรรมอริยสัจ
ปัญญาสิกขาก็เลื่อนขึ้นเป็นอธิปัญญาสิกขา
ศึกษาในอธิปัญญาหรืออธิสิกขา
ศึกษายิ่งใน ปัญญา)
นี้คือสิกขา
คือการศึกษาอันทุกคนควรมุ่งการศึกษา
คือการสำเหนียกตามที่ได้
ประสบพบปะทั้งปวง
และให้รู้จักศีล
รู้จักจิตหรือสมาธิหรือสมถะ
ให้รู้จักปัญญา หรือ วิปัสสนา
ปฏิบัติอบรมให้เป็นศีล
เป็นจิตหรือเป็นสมาธิ
หรือเป็นปัญญาขึ้น
ตั้งแต่ขั้น
ธรรมดาสามัญจนถึงอธิศีล
อธิจิต หรืออธิสมาธิ (อธิสมถะ)
หรืออธิปัญญา ไปโดยลำดับ
มุ่งให้ได้ศีลสมาธิปัญญา
ดั่งนี้เป็นอานิสงส์ที่ต้องการ
นี้เป็นข้อที่ 1
ที่พระพุทธเจ้าตรัสยกการศึกษาขึ้นแสดงเพื่อให้เห็นความสำคัญของการศึกษา
จะได้ไม่หยุดศึกษา
ข้อที่
๒
พุทธศาสนาสอนให้มีปัญญาเป็นอย่างยิ่ง
หรือให้ยิ่งด้วยปัญญา
คือให้อบรม ปัญญาคือความรู้
ให้มีความรู้ทั่วถึงยิ่งขึ้นในสิ่งที่ควรรู้ทั่วทั้งหลายเป็นต้น
ให้มีความรู้ทั่วถึง
ว่าอะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป
อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ
อะไรเป็นประโยชน์
อะไรมิใช่ประโยชน์
อะไรเป็นธรรมดำ
อะไรเป็นธรรมขาว
เหล่านี้เป็นต้น
อันเป็นขั้นของกรรม คือ
การงานที่จะปฏิบัติกระทำทางกายทางวาจาทางใจของตน
เพื่อว่าเมื่อมีความรู้อันเป็นตัวปัญญาดั่งนี้
กรรมที่ทุกคนปฏิบัติกระทำ
ทางกายทางวาจาทางใจอยู่เป็นประจำก็จะเป็น
กรรมที่ดี เป็นบุญเป็นกุศล
เป็นกรรมที่เป็นประโยชน์
เป็นกรรมที่เป็นธรรมอันขาว
เป็น กรรมที่ไม่มีโทษ (ดั่งนี้)
ตลอดจนถึงอบรมปัญญาคือความรู้
(ให้ทั่วถึงอริยสัจที่พระพุทธเจ้า
ได้ทรงสั่งสอนไว้ คือทุกข์
เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์
ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)
ปฏิบัติให้มีปัญญาอย่างยิ่ง (ดั่งนี้)
หรือให้ยิ่งด้วยปัญญา
คือให้มีปัญญายิ่งๆ
ขึ้นไปโดย
ลำดับมากกว่าที่จะให้มีสิ่งอื่นๆ
ยิ่งๆ ขึ้นไป ข้อที่ ๒ นี้
ตรัสยกปัญญาขึ้นแสดงโดยเฉพาะ
เพื่อให้เป็นความสำคัญของปัญญาว่ายิ่งกว่าข้ออื่น
มีศีล สมาธิ เป็นต้น
เพื่อจะได้ไม่หยุดอยู่
เพียงศีล สมาธิ เท่านั้น
ข้อที่
๓
ตรัสสอนให้มีวิมุติคือความหลุดพ้นเป็นแก่นสาร
คือให้ปฏิบัติทำจิตนี้ให้
หลุดพ้นจากภัยเวรด้วยอำนาจของศีล
ให้หลุดพ้นจากนิวรณ์ด้วยอำนาจสมาธิ
ให้หลุดพ้น
จากความยึดถือว่าตัวเราของเราด้วยอำนาจของปัญญาให้ได้ความหลุดพ้นไปโดยลำดับ
โดยพิจารณาให้รู้จักว่าอะไรเป็นความติด
เช่นติดอยู่ในภัยเวรต่างๆ
ติดอยู่ในนิวรณ์ ติดอยู่
ในตัวเราของเรา
และความติดนี้มีโทษอย่างไร
มีภัยอย่างไร
ปัญญานี้แหละพิจารณาให้รู้
จักและให้เห็นโทษของความติด
และปัญญานี้เองเมื่ออบรมให้มีขึ้น
มองเห็นโทษของความ ติดแล้ว
ก็จะทำให้เกิดความปล่อยวาง
วางความติดเสียได้
ก็ได้ความพ้นภัยพ้นเวร พ้น
นิวรณ์
พ้นความยึดถือว่าตัวเราของเรา
โดยลำดับ ดั่งนี้เป็นวิมุติ
ความหลุดพ้น ที่เป็นตัว
สาระแก่นสาร
ตรัสยกขึ้นแสดงให้เห็นความสำคัญของวิมุติว่าเป็นแก่นสารอันแท้จริง
ข้อ อื่นยังไม่ใช่แก่นสาร
เพื่อจะได้ไม่หยุดพยายามจนกว่าจะได้แก่น
ข้อที่
๔
ตรัสสอนให้มีสติเป็นอธิปไตย
คือเป็นใหญ่
คือให้มีสติความระลึกได้ในการ
ที่ทำคำที่พูดแม้นานไป
มีสติไม่หลงลืม
มีสติความระลึกได้ในการที่ทำคำพูดอยู่ในปัจจุบัน
พร้อมทั้งความรู้ตัวในการที่ทำคำที่พูดอยู่ในปัจจุบัน
ตลอดจนถึงความระลึกได้และความรู้
ตัวอยู่ว่า
การที่จะทำจะพูดจะคิดอยู่ในปัจจุบันก็ดี
มีคุณหรือมีประโยชน์
มีโทษหรือไม่มี โทษ
เป็นกรรมดำหรือกรรมขาว
เป็นต้น ดังกล่าวมาแล้ว
ให้ระลึกได้และให้มีความรู้ตัว
จนถึงความระลึกได้และความรู้ตัวนี้เป็นเครื่องยับยั้งมิให้ทำสิ่งที่มีโทษ
สิ่งที่ไม่มีประโยชน์
สิ่งที่เป็นกรรมดำ
สิ่งที่เป็นบาปอกุศลทุจริตทั้งหลาย
แต่สนับสนุนส่งเสริมให้ทำสิ่งที่เป็นคุณ
เป็นประโยชน์
ที่เป็นขาวทั้งปวง
ที่เป็นบุญเป็นกุศลทั้งปวงดั่งนี้
นี้คือตัวสติ สติจึงเป็นสิ่ง
สำคัญ คือมีสติเป็นอธิปไตย
คือเป็นใหญ่
จึงสามารถทำให้บุคคลละกรรมที่ชั่วที่ผิด
ประกอบกรรมที่ดีที่ชอบ
ตลอดจนถึงชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใสยิ่งๆ
ขึ้นได้
ความมีสติเป็นอธิปไตยคือเป็นใหญ่
จึงเป็นสิ่งสำคัญ
ตรัสยกขึ้นแสดงให้เห็นความสำคัญ
ของสติ
เพื่อให้มีสติเป็นใหญ่
เป็นอธิปไตยไว้ในตน
จะทำให้ได้อีก ๓
ข้อข้างต้นด้วย สติ
อธิปไตยจึงสำคัญมาก
books@mahamakuta.inet.co.th
มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์
241 ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ
เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทร. (66) 02-6291417 ต่อ (106) , 2811085 Fax. (66) 02-6294015