ธรรมศึกษา
พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
การตกแต่งจิต
เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ามนุษย์เรานี้มีกายและใจหรือจิตประกอบกัน
กายนั้นก็เห็นอยู่ ปรากฏอยู่
ส่วนจิตไม่ปรากฏให้เห็น
จึงเป็นที่คิดที่เข้าใจกันว่า
กายสำคัญเพราะปรากฏแก่
สายตาผู้คนทั้งปวง ใครๆ
ก็เห็น เห็นว่าสวย ว่างาม
ว่าไม่สวยไม่งาม
ส่วนจิตไม่ปรากฏแก่ สายตาใคร
ไม่มีใครเห็นว่าจิตสวยจิตไม่สวยอย่างไร
แม้แต่เจ้าของเองก็ยังไม่เห็น
เมื่อใครๆ เห็นไม่ได้ ใครๆ
ไม่เห็นก็ทำให้เจ้าของจิตเบาใจ
วางใจ ไม่เห็นความสำคัญหรือ
ความจำเป็นที่ต้องตกแต่งอะไรๆ
ให้จิตเหมือนเช่นที่พยายามตกแต่งให้กายอย่างเต็มที่
ทั้ง
เพชรนิลจินดาเสื้อผ้าแพรพรรณเครื่องลูบไล้ชะโลมทาทั้งหลาย
ทุ่มเทให้กับการแต่งกายได้
ทั้งทรัพย์สินเงินทองเวลา
คนนั้นสวย คนนี้ไม่สวย
เราก็ต้องสวย
เราก็ต้องไม่สวย ต้องให้ ใครๆ
เห็นความสวยของเรา
ไม่ให้ใครเห็นความไม่สวย
การตกแต่งกายอย่างเต็มความ
สามารถจึงเกิดขึ้นทั่วไป
ส่วนจิตนั้น
เป็นที่เข้าใจกันส่วนใหญ่ว่า
เหมือนผู้ที่ถูกขังไว้ในห้องมืดลั่นกุญแจปิดไว้
ตามลำพังผู้เดียว
ไม่มีสายตาของผู้ใดจะแลเข้าไปเห็นได้
ว่าสวยงามหรือน่าเกลียดน่าชัง
อย่างไร
ไม่มีผู้ใดเปรียบเทียบ
จึงไม่อาจเหนือหรือต่ำกว่าผู้ใดได้
ไม่ทำให้เจ้าของภูมิใจ
หรือเสียใจได้ ดังนั้น
จึงไม่อยู่ในความรู้สึกของเจ้าของจิตว่าควรต้องตกแต่งประดับประดา
ในเมื่อไม่มีผู้เห็นก็จะเสียเวลาเสียหัวคิดตกแต่งไปทำไม
เกี่ยวกับกายและจิตดังกล่าวมา
เป็นการเปรียบเพื่อให้พอเข้าใจถึงความรู้สึกของ
ส่วนใหญ่ว่าเป็นเช่นนี้
มีจิตก็ปล่อยปละละเลยเหมือนไม่มี
แต่ไปทุ่มเทกับกายทุกลมหายใจ
เข้าออก
เหตุก็เพราะปกติพากันมีนิสัยขี้โอ่ขี้อวด
สิ่งที่อวดใครไม่ได้ก็ไม่สนใจดูแลรักษา
ไปรู้สึก
ได้หน้าได้ตากับสิ่งที่รู้สึกว่าอยู่ในสายตาผู้อื่นเท่านั้น
อันนี้ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง
ผู้มาบริหารจิตควรแลให้เห็นความไม่ถูกต้องนี้
มิฉะนั้นก็ยากที่จะฝึกจิตได้
จิตจะสูงขึ้นสวยงามขึ้นไม่ได้
จิตนั้นมิใช่ว่าจะปรากฏให้เห็นไม่ได้ดังหลงเข้าใจผิดกัน
จิตปรากฏได้ แม้จะไม่
ปรากฏเป็นรูปร่างเช่นเดียวกับกายก็ตาม
แต่อาการของจิตปรากฏได้แน่นอน
เพียงแต่ว่าพากันไม่มองเท่านั้น
จึงไม่เห็นเจ้าของจิตเองแม้ไม่มองก็ไม่เห็น
เมื่อเจ้าของจิตไม่มองก็ไม่เห็น
ผู้อื่นก็ไม่มองก็ไม่เห็น
แต่ถ้ามองก็ต้องเห็น
เจ้าตัวมองก็เห็น
ผู้อื่นมองก็เห็น
คือผู้ใดไม่ มอง
ผู้นั้นก็ไม่เห็น ผู้ใดมอง
ผู้นั้นเห็น
เห็นจิตที่เหมือนเป็นสิ่งเห็นไม่ได้นี่แหละ
และแม้เจ้าของจิตจะไม่มองไม่เห็นจิตตัวเอง
ผู้อื่นแท้ๆ
ก็อาจแลเห็นจิตผู้อื่นได้แม้มอง
กายนั้นมีมือเท้าแขนขาผมขนเล็บฟันหนังเป็นต้น
ปรากฏให้เห็น
จิตก็มีอาการของ
จิตปรากฏให้เห็นได้ด้วยการแสดงออก
โดยอาศัยกายนี้แหละเป็นทางผ่าน
เป็นเครื่องแสดง
เปรียบอาการของจิตให้เห็นชัดขึ้น
ก็เปรียบเป็นมือแขนขาขนผมเล็บฟันหนังเป็นต้น
ตัด
แต่งขัดย้อมต่อเติมอาบทามือเท้าแขนขาผมขนเล็บฟันหนังเมื่อใด
ก็ขอให้นึกถึงจิตของตน ด้วย
มือเท้าแขนขาเป็นต้นของจิตต้องการตกแต่งเหมือนกัน
มิฉะนั้นก็ไม่สวยไม่งามเหมือน
กัน
และก็มิใช่ว่าจะไม่มีผู้เห็น
มีผู้เห็นแน่นอน
ใจไม่สวยก็มีผู้เห็น
ใจสวยก็มีผู้เห็น นี้ก็ได้
ยินได้ฟังกันอยู่
เพราะมักจะมีผู้พูดอยู่เสมอว่าคนนั้นใจดีคนนั้นใจดำ
เหล่านี้เป็นต้น นี่
แสดงการแลเห็นจิต
จิตไม่สวยน่าอายมากกว่ากายไม่สวย
จิตสวยน่าภูมิใจมากกว่ากายสวย
และการแต่งจิตก็ไม่สิ้นเปลืองมากมาย
ไม่ต้องลงทุนเป็นทรัพย์สินเงินทอง
ลงทุนด้วยการตั้งสติให้จริง
นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า
อารมณ์ใดที่เป็นความโลภโกรธหลงใช้สติระงับเสียให้เร็วที่สุด
ความโลภโกรธหลงน้อยเพียงใด
จิตจะงามเพียงนั้น
เป็นการแต่งจิตที่สมควรทำแล
books@mahamakuta.inet.co.th
มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์
241 ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ
เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทร. (66) 02-6291417 ต่อ (106) , 2811085 Fax. (66) 02-6294015