ธรรมศึกษา
พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
คุณค่าของความเป็นมนุษย์
มีพุทธศาสนสุภาษิตกล่าวไว้แปลความว่า
ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก
เมื่อ
ได้รับทราบความดังนี้แล้ว
อย่าเพียงเข้าใจตื้นๆ
แต่พึงพิจารณาด้วยดี
ให้พร้อมด้วยสติและ ปัญญา
ให้ลึกซึ้ง
เพื่อจักได้ประโยชน์จากความหมายของพุทธภาษิตนี้อย่างสมบูรณ์
ปรกติ
สิ่งใดที่ได้ยากท่านถือว่าเป็นของมีค่า
ควรถนอมรักษาอย่างยิ่ง
การได้เป็นมนุษย์
ซึ่งเป็นการยาก
เปรียบดังได้เพชรน้ำงามเม็ดใหญ่หาค่ามิได้ไว้ในมือ
เราย่อมต้องรักษาเพชรนั้นยิ่งกว่าได้เศษกระเบื้องและไม่มีราคา
การรักษาค่าของความเป็นมนุษย์ก็คือ
การรักษาคุณสมบัติ
ของมนุษย์ไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด
เช่นเดียวกับการรักษาเพชรนั่นเอง
การรักษาเพชรนั้นไม่เพียงรักษาไม่ให้สูญหายเท่านั้น
แต่ต้องรักษาไม่ให้แตกร้าว
ไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนแม้เท่าขนแมว
เพราะนั่นจะเป็นเหตุให้ความงามของเพชรลดลง
เป็นเหตุให้ค่าของเพชรลดลง
เป็นเหตุให้
ราคาของเพชรต่ำลง
ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก
ก็คือยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์
ที่เห็นเป็น
มนุษย์กันอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองมากขึ้นทุกวัน
จนถึงกับเกิดการตกใจกลัวมนุษย์จะล้นโลก
นั้น
มิใช่จะเป็นเครื่องแสดงข้อคัดค้านพุทธภาษิตดังกล่าว
เพราะแม้มนุษย์จะมากมายเพียงไร
แต่แม้ลองเปรียบกับสัตว์ทั้งหลาย
มนุษย์ก็จะมีจำนวนน้อยนัก
สัตว์ใหญ่สัตว์น้อยสัตว์ปีก
สัตว์ไม่มีปีก
รวมทั้งมดปลวกยุงแมลงในโลกเรานี้มีจำนวนมากมายเกินกว่าจะสำรวจได้
แต่มนุษย์ยังสำรวจจำนวนได้
ซึ่งก็เป็นเครื่องแสดงความเกิดได้ยากของมนุษย์
ยืนยันพุทธภาษิตว่า ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก
การรักษาความเป็นมนุษย์ก็เช่นกัน
ไม่ควรเพียงเพื่อรักษาชีวิตไว้ให้อยู่ยืนยาวเท่า
นั้น
แต่ต้องรักษาคุณค่าของมนุษย์ไว้ให้สมบูรณ์
มนุษย์ก็คือคน
คุณค่าของมนุษย์หรือของ
คนที่สำคัญที่สุดคือความไม่เป็นสัตว์
ไม่ใช่สัตว์
เมื่อพูดถึงความเป็นสัตว์
ทุกคนย่อมรู้สึกถึง
ความแตกต่างของตนเองกับสัตว์อย่างชัดเจน
ทุกคนย่อมยินดีอย่างยิ่งที่ตนไม่เกิดเป็นสัตว์
ยินดีที่ตนไม่ใช่สัตว์
แม้เพียงถูกเปรียบว่าเป็นสัตว์
หรือเพียงเหมือนสัตว์
ก็ย่อมไม่พอใจอย่างยิ่ง
นั่นก็เพราะทุกคนเห็นความห่างไกลระหว่างคุณค่าของคนกับของสัตว์
ค่าของคน
เป็นค่าที่สูงกว่าค่าของสัตว์
ดังนั้นคุณค่าของมนุษย์จึงแตกต่างกับสัตว์
ผู้เป็นมนุษย์จึงจำเป็นต้องถนอมรักษาคุณค่าของตนไว้มิให้เสียความเป็นมนุษย์
คุณค่าสำคัญของมนุษย์ซึ่งแตกต่างกับสัตว์ที่เห็นได้ง่ายๆ
เช่น สัตว์ไม่รู้จักเหตุผล
ไม่มีเหตุผล
นั่นคือสัตว์ไม่มีปัญญาของมนุษย์
ปัญญาของสัตว์มีเพียงรู้จักหาอาหารกินเมื่อหิว
จะรู้จักสะสมอาหารไว้ก็เพียงสัตว์บางชนิดเท่านั้น
ปัญญาที่ยิ่งกว่านั้นหลายอย่างที่มนุษย์
มี สัตว์ไม่มี
สัตว์ไม่รู้ถูกรู้ผิด
ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเหมือนมนุษย์
เกิดเป็นมนุษย์จึงต้องรักษา
ปัญญาที่รู้จักผิดชอบชั่วดีไว้
สัตว์ไม่มีเมตตากรุณาเพราะไม่รู้จักว่าความเมตตากรุณาเป็น
อย่างไร มีคุณเพียงไร
มนุษย์ต้องอบรมเมตตากรุณาให้มาก
ต้องมีเมตตากรุณาให้มาก
เพราะมนุษย์มีปัญญารู้ว่าเมตตากรุณาเป็นความดี
เป็นคุณค่าสำคัญของมนุษย์
ขาดคุณค่า
สำคัญนี้ความเป็นมนุษย์ย่อมไม่สมบูรณ์
คงจะเคยได้ยินคำประนามผู้ไม่มีเมตตากรุณาว่าไม่
เหมือนมนุษย์
นั่นแหละคือคำรับรองยืนยันว่าเมตตากรุณาเป็นสมบัติเป็นคุณลักษณะของ
มนุษย์
สัตว์ไม่รู้ว่าการเบียดเบียนเป็นอย่างไร
มีคุณหรือมีโทษอย่างไร
แต่มนุษย์รู้ว่าการ
เบียดเบียนไม่ดี เป็นโทษ
มนุษย์จึงควรต้องไม่เบียดเบียนเพื่อรักษาคุณสมบัติของมนุษย์
ประการนี้ไว้
สัตว์แม้จะมีกตัญญูกตเวที
เช่นหมาแมวที่รักและมีกตัญญูต่อเจ้าของ
แต่ก็เป็น
เพียงในระดับของสัตว์
คือในระดับที่สติปัญญาของสัตว์จะรู้ได้ทำได้
มนุษย์มีปัญญารู้ได้ทำ
ได้มีปัญญาเข้าใจว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นคุณธรรมที่ดี
ที่ประเสริฐ
ดังนั้นมนุษย์จึงควรใช้
สติปัญญารักษาความสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมนี้ของมนุษย์ไว้
เพื่อให้ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์
ไม่บกพร่อง
มนุษย์ต้องไม่ทำลายคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ด้วยการไม่กตัญญู
หรือด้วย
อกตัญญูไม่ตอบแทนพระคุณที่ท่านทำแล้ว
อันความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์จริงนั้น
ไม่เพียงแต่จะกตัญญูกตเวทีต่อผู้ทำคุณแก่ตนโดยตรงเท่านั้น
แม้ผู้ทำคุณทางอ้อม เช่น
เป็นผู้ประพฤติ ดีปฏิบัติชอบ
มนุษย์ที่มีคุณค่าของมนุษย์สมบูรณ์จริงก็ยังกตัญญูต่อผู้นั้น
เพราะมีปัญญารู้ได้ว่าผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบคือผู้มีคุณต่อส่วนรวม
จึงเป็นผู้มีคุณแก่ตนด้วย
ควรได้รับ
ความกตัญญูกตเวทีของตนด้วย
ปัญญาที่สมบูรณ์ของมนุษย์จะทำให้สามารถเห็นความจริงได้เช่นนี้
คุณธรรมที่ได้กล่าวมาแล้ว
เป็นคุณธรรมส่วนใหญ่
เป็นหลักสำคัญของมนุษย์
ยังมีคุณธรรมของมนุษย์หรือคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ปลีกย่อยออกไปอีกเป็นอันมาก
เมื่อได้สิ่งที่ได้ด้วยยากคือได้ความเป็นมนุษย์แล้ว
มนุษย์ทุกคนผู้รู้เดียงสาแล้ว
ก็พึงสนใจที่จะรักษาความเป็นมนุษย์ของตนให้ดีที่สุด
ให้ถือความเป็นมนุษย์ของตนเหมือน
เพชรหาค่ามิได้
จักทุ่มเทจิตใจระวังรักษาความเป็นมนุษย์ของตนให้เพียงนั้น
มนุษย์ที่ขาด
คุณสมบัติของมนุษย์ก็เหมือนเพชรงามที่แตกร้าว
เป็นเพชรที่แตกร้าวย่อมไม่เหลือราคา
ของเพชร
ย่อมเป็นเหมือนเศษกระเบื้องและหาราคาไม่ได้ฉันใด
เป็นมนุษย์ที่ไม่รักษาคุณ
ค่าไว้
ปล่อยให้เสื่อมสลายบกพร่อง
ก็ย่อมเป็นคนหาราคาไม่ได้
ฉันนั้น พึงคำนึงถึงความ
จริงนี้ด้วย
จักเกิดกำลังใจปฏิบัติรักษาคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์เต็มสติปัญญา
ความสามารถ
สัปปุริสธรรม
ธรรมของสัปบุรุษหรือคนดี
หรือธรรมของมนุษย์ผู้มีความเป็นมนุษย์
สมบูรณ์ มี ๗ ประการ
ศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ
แล้วปฏิบัติให้ได้
ก็จักสามารถรักษาคุณค่าแห่ง
ความเป็นมนุษย์ทุกประการได้
สัปปุริสธรรม ๗ ประการคือ ๑.
รู้จักเหตุ ๒. รู้จักผล ๓.
รู้จักตน ๔. รู้จักประมาณ ๕.
รู้จักกาล ๖. รู้จักประชุมชน ๗.
รู้จักบุคคล
รู้จักเหตุก็คือรู้จักพิจารณาให้รู้ว่าเหตุใดจักให้เกิดผลใด
ไม่ด่วนทำอะไรก็ตามโดยไม่พิจารณาให้รู้เสียก่อนว่าเมื่อทำแล้วผลที่เกิดจะเป็นเช่นไร
ก่อนจะทำการทุกอย่างต้องรู้ว่า
เป็นการทำที่เป็นเหตุดีหรือไม่ดี
คือจะก่อให้เกิดผลดีหรือไม่ดี
รู้จักผลคือรู้จักว่าภาวะหรือฐานะหรือสิ่งที่ตนกำลังได้รับได้ประสบนั้น
เกิดจากเหตุใด
เป็นผลอันเกิดจากการกระทำอย่างไร
ไม่ด่วนเข้าใจว่าผลดีที่กำลังได้รับอยู่เช่นเงินทอง
ของมีค่าที่ลักขโมยคดโกงเขามานั้นเกิดจากเหตุดีคือการลักขโมย
แต่ต้องเข้าใจว่าความ
ร้อนใจที่กำลังได้รับเพราะเกรงอาญาต่างๆ
นั้นแหละเป็นผลของการลักขโมยคือต้องรู้ว่าผล
ดีที่กำลังได้รับเกิดจากเหตุดีอย่างไร
ผลร้ายที่กำลังได้รับเกิดจากเหตุร้ายอย่างไร
ผลร้าย
ต้องอย่าเข้าใจว่าเป็นผลดีอย่าเข้าใจว่าเป็นผลร้าย
รู้จักตน
คือรู้จักตัวเองว่าเป็นใคร
อยู่ในภาวะและฐานะอย่างไร
การรู้จักตนนี้จำเป็น มาก
สำคัญมากเพราะมีความหมายลึกลงไปถึงว่าเมื่อรู้จักตัวเองว่าเป็นใคร
มีภาวะและ ฐานะอย่างใดแล้ว
จะต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับภาวะและฐานะของตน
จะได้รักษาความ
มีค่าของตัวไว้ได้
ผู้ปฏิบัติไม่เหมาะสมกับภาวะและฐานะจักเสื่อมจากค่าของความเป็น
มนุษย์ที่ตนเป็นอยู่
รู้จักประมาณ
คือรู้จักประมาณว่าควรทำสิ่งใดเพียงใดที่เป็นการพอเหมาะพอควรแก่
ภาวะและฐานะของตน
พอเหมาะพอควรแก่ผู้เกี่ยวข้อง
พอเหมาะพอควรแก่เรื่องราว
มีพุทธ ภาษิตกล่าวไว้ว่า ความรู้จักประมาณยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ
รู้จักกาล คือรู้จักเวลา
รู้ว่าเวลาใดควรทำหรือไม่ควรทำอะไร
การทำผิดเวลาย่อมไม่
เกิดผลสำเร็จ
ย่อมไม่เกิดผลดีเท่าที่ควร
รู้จักประชุมชน
คือรู้จักภาวะและฐานะนิสัยใจคอบุคคลนั้นๆ
ให้ถูกต้อง เพื่อว่าจะได้
ปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องด้วยให้เหมาะให้ควรแก่ประชุมชนนั้น
รู้จักบุคคล
คือรู้จักภาวะและฐานะนิสัยใจคอของบุคคลนั้นๆ
ให้ถูกต้อง เพื่อว่าจะได้
ปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องด้วยให้เหมาะให้ควร
รู้จักว่าเขาเป็นพาลจักได้หลีก
รู้จักว่าเขาเป็น
บัณฑิตคือคนดีจักได้เข้าใกล้
ให้เหมาะแก่แต่ละบุคคลไป
ภาษิตที่ว่า คบคนพาล พาลพา
ไปหาผิด คบบัณฑิต
บัณฑิตพาไปหาผล
จักเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อรู้จักบุคคลนี้แหละ
สัปปุริสธรรม
๗
ประการดังวิสัชนามานี้แหละจักทำให้ผู้รู้แม้พอสมควรทุกคนแล้ว
ปฏิบัติด้วยดี
จักสามารถรักษาค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของตนไว้ได้ด้วยดีแล
books@mahamakuta.inet.co.th
มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์
241 ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ
เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทร. (66) 02-6291417 ต่อ (106) , 2811085 Fax. (66) 02-6294015