ธรรมศึกษา
พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ความปราศจากกิเลสเป็นความรื่นรมย์

           พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้แปลความว่า “พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในที่ใด คือบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม ที่นั้นย่อมเป็นภูมิน่ารื่นรมย์”
           พระอรหันต์นั้นท่านเป็นผู้หมดจดจากกิเลสแล้วอย่างสิ้นเชิง กิเลสคือโลภะหรือ ราคะ โทสะ และโมหะหรือโลภ โกรธ หลง เป็นที่รู้ทั่วกันว่าเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตใจ เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความร้อนแก่เจ้าตัวผู้มีความโลภความโกรธความหลงและแก่ ผู้เกี่ยวข้องทั้งปวง อันผู้เกี่ยวข้องนั้น มิได้มีในวงแคบเพียงมารดาบิดาลูกหลานพี่น้อง ผู้ รู้จักมักคุ้นเท่านั้น แต่เป็นไปในวงกว้างใหญ่ไพศาล ครอบคลุมทั่วประเทศชาติได้  น่าจะรู้จะเห็น จะเข้าใจกันอยู่แล้วถึงโทษของความโลภความโกรธความหลงเช่นนั้น แต่มีความขาดสติ มีความลืม หรือมีความดับอันเป็นธรรมดาทำให้ความรู้ความเห็นความเข้าใจ เกิดขึ้นแล้วก็ดับ เกิดขึ้นใหม่แล้วก็ดับไปใหม่ เป็นดังนี้ตลอดเวลาในช่วงที่ความรู้ ความเห็นความเข้าใจเกิด สติมีความโลภความโกรธความหลง อันมีอยู่ตามวิสัยปุถุชน ก็เป็นไปอย่างมีสติมีเหตุมีผลตามสมควร โทษที่เป็นผลก็ย่อมตรงกับเหต ุหนักเบาเสมอกับเหตุ เมื่อถึงช่วงที่ขาดสติ ที่ลืม ที่ความรู้ความเห็นความเข้าใจดับ ความโลภความ โกรธความหลงก็เป็นไปเต็มที่ ตามระดับที่มีอยู่ในจิตใจ ใจมีพื้นเป็นความโลภความ โกรธความหลงมาก เมื่อขาดสติความรู้ความเห็นความเข้าใจในโทษของกิเลสดับ ความ โลภความโกรธความหลงก็มีมาก โทษก็ย่อมมากด้วย ทั้งโทษแก่ตนเอง และแก่ผู้อื่น   ใจมีพื้นเป็นความโลภความโกรธความหลงน้อย โทษก็ย่อมน้อยด้วย ทั้งโทษแก่ตนเอง และแก่ผู้อื่น
           พระอรหันตสาวกท่านมีความรู้ความเห็นความเข้าใจในกิเลสติดต่อสมบูรณ์เป็น มหาสติมหาปัญญา เพราะท่านเป็นผู้ไม่มีกิเลสในจิตใจแม้เพียงเล็กน้อย ทุกเวลาท่าน จึงเป็นผู้ไม่มีโทษเลย ทั้งแก่ตนเองและทั้งแก่ผู้อื่นทั้งสิ้น
           ใจความสรุปของพุทธภาษิตที่ยกไว้เบื้องต้นก็คือ พระอรหันต์ ท่านอยู่ที่ใดก็ตาม ที่นั้นเป็นที่รื่นรมย์ รื่นรมย์ด้วยอะไร คำตอบก็คือรื่นรมย์ด้วยความปราศจากแล้วซึ่ง กิเลส รื่นรมย์สำหรับผู้ใด คำตอบก็คือรื่นรมย์สำหรับพระอรหันต์ท่านเป็นอันดับแรก นั้นแน่นอน และรื่นรมย์สำหรับผู้เข้าใกล้ชิดท่านด้วย อธิบายได้ว่า ความปราศจากกิเลส เป็นความรื่นรมย์ เพราะเมื่อจิตใจปราศจากกิเลสคือความโลภความโกรธความหลง ความทุกข์ความกระวนกระวายเร่าร้อนมิได้เกิดจากอะไรทั้งสิ้น มิได้เกิดแต่ผู้ใดอื่นทั้ง สิ้น เกิดแต่กิเลสในใจตนเท่านั้น พิจารณาจิตใจตนเองเมื่อใดก็จะเห็นความจริงเช่นนี้ เมื่อนั้นเสมอไปไม่ว่างเว้นเพราะจิตใจผู้เป็นปุถุชนทั้งหลายหาได้มีเวลาว่างเว้นจากกิเลส ไม่พิจารณาเมื่อใด ก็จะได้เห็นกิเลสเมื่อนั้น ทั้งความโลภความโกรธความหลง เพียงแต่ว่าบางเวลาความโลภสงบอยู่ ปรากฏแต่ความโกรธ บางเวลาความโกรธสงบอยู่ ปรากฏแต่ความโลภ ส่วนความหลงนั้นดูให้รู้ให้เห็นให้เข้าใจยากกว่าความโลภและความโกรธ ทั้งๆ ที่ความหลงมิได้มีเวลาสงบ ปรากฏอยู่ตลอดเวลา แต่สอดแทรกเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับความโลภบ้างความโกรธบ้าง จึงทำให้ดูเห็นความหลงได้ยาก จำกัด ตายตัวลงไปทีเดียวก็ไม่ผิดว่าถ้าไม่มีความหลงก็ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ความหลง ทำให้ไม่เห็นถูกไม่รู้ถูกไม่เข้าใจถูกว่าความโลภความโกรธเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ความ หลงทำให้ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าความทุกข์ความเร่าร้อนไม่ว่ามากว่าน้อยเพียงใดเกิดจากกิเลส ในใจตนเอง ความหลงจะทำให้เข้าใจว่าความทุกข์ความเร่าร้อนของตนเกิดจากกิเลสของผู้อื่น ความหลงเข้าใจไม่ถูกเช่นนี้เป็นเครื่องส่งเสริมกิเลสทั้งหลายในใจตนอย่างยิ่ง หลงรักว่าเขาดี หลงโกรธว่าเขาชั่ว กิเลสนี้ก็เกิดจากความหลงในใจตนทั้งสิ้น อันความ โลภความโกรธนั้นแม้ลุกโพลงขึ้นเมื่อใด ก็มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องของปัจจุบันเท่านั้น แต่ ย่อมเกี่ยวพันไปยึดหน่วงเอาอดีตมาด้วยและก้าวไกลไปถึงอนาคตด้วย กล่าวได้ว่าเป็น เครื่องยังความเศร้าหมองอย่างยิ่ง
           พระพุทธเจ้าทรงแสดงทางปฏิบัติให้เกิดปัญญา ทั้งเพื่อระงับกิเลสชั่วครั้งชั่วคราว และทั้งเพื่อทำลายกิเลสอย่างถอนรากถอนโคนจนหมดสิ้น พระอรหันตสาวกและ พระอริยสาวกทั้งหลาย เมื่อยังเป็นกัลยาณปุถุชน ท่านถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมและ พระอริยสงฆ์ก่อน แต่ท่านเป็นสรณะคือที่พึ่งจริง คือจริงพร้อมทั้งกายวาจาใจ คือท่าน ปฏิบัติตามจริงพร้อมทั้งกายวาจาใจ ท่านจึงสามารถระงับดับกิเลสได้เป็นครั้งคราวในขั้นแรก และทำลายได้จนหมดสิ้นเป็นระดับไป จนถึงทำลายได้สิ้นเชิง เป็นผู้หมดจด จากความมีกิเลสทั้งหลาย


books@mahamakuta.inet.co.th
มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
241 ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทร. (66) 02-6291417 ต่อ (106) , 2811085  Fax. (66) 02-6294015

[กลับ]

หน้าไทย

หน้าอังกฤษ