ธรรมศึกษา
พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ใคร่ครวญแล้วจึงทำ

           พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้แปลความว่า “ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำดีกว่า” อันว่าทำนั้นหมายรวมถึงพูดด้วย ทำด้วย เชื่อด้วย ไม่เชื่อด้วย คือให้ใคร่ครวญให้ดีก่อนจะทำ จะพูด จะเชื่อ จะไม่เชื่อ ไม่ด่วนทำก่อนใคร่ครวญ พิจารณาให้ดี ให้เหมาะให้ควรแก่เรื่องที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นๆ ความใคร่ครวญคือความใช้ปัญญาใช้เหตุผล ผู้ใช้ปัญญาคือผู้ ไม่ประมาทปัญญา ผู้ไม่ประมาทปัญญาคือ ผู้ไม่ประมาท เช่นที่ใช้พูดกันเข้าใจกันอยู่ทั่วๆไปนั่นเอง
           มีพุทธภาษิตกล่าวไว้แปลความว่า “ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย” “ผู้ประมาทแล้วเหมือนคนตายแล้ว” ความตายอันจักเกิดแต่ความประมาทนี้มีสองนัย คือ ตายจริงนัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่งคือตายทั้งเป็น ตายทั้งที่ยังไม่ตาย ตายทั้งที่ยังมีลมหายใจ มีชีวิตอยู่   เป็นความตายจากชื่อเสียงเกียรติยศ อันความตายนัยที่สองนี้บัณฑิตถือว่าเป็นความตาย ที่ร้ายแรงที่สุด คนดีย่อมพยายามหลีกเลี่ยงป้องกันมิให้ความตายเช่นนี้เกิดแก่ตน ยิ่งกว่าจะ หลีกเลี่ยงความตายจริง อันความตายจริงนั้นท่านยังสอนไม่ให้กลัว แต่สอนให้เตรียมพร้อมไว้เสมอที่จะต้องตาย ให้เตรียมชีวิตหลังตาย ให้เป็นชีวิตที่งดงามพร้อม คือทำให้ชีวิต ปัจจุบันให้เป็นชีวิตดี เป็นสุชีวิต ชีวิตดีในปัจจุบันจะนำให้ได้มีชีวิตดีในภพภูมิหน้า ตรงกันข้ามกับชีวิตไม่ดี ทุกชีวิตในปัจจุบันที่จะนำให้ชีวิตในภพภูมิหน้าเป็นชีวิตไม่ดี
           ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ นั่นแหละที่จะสามารถทำชีวิตให้เป็นชีวิตดีได้ เพราะความใคร่ครวญด้วยปัญญา ย่อมห้ามกันความไม่ดีทั้งปวงได้ มิให้กล้ำกรายเข้าสู่ชีวิตคือเมื่อจะพูด ก็ไม่พูดเรื่องไม่ดี ที่เป็นความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ตนและแก่ผู้อื่น เมื่อจะพูด ก็ต้องพูดที่เป็นธรรมวาจาที่เป็นธรรม จะก่อให้เกิดความสุขทั้งแก่ผู้พูด และแก่ผู้ได้ยินได้ฟังทั้งปวง เมื่อจะทำก็จะทำแต่สิ่งที่ดีที่ถูกต้อง เมื่อจะเชื่อก็จะเชื่อแต่ที่เป็นจริง เมื่อจะไม่เชื่อก็จะไม่เชื่อ แต่ที่เป็นเรื่องไม่จริง ความใคร่ครวญเป็นความสำคัญยิ่ง ขาดความใคร่ครวญด้วยปัญญา ย่อมยากจะดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้องงดงามได้ ขาดความใคร่ครวญก็เป็นความเลินเล่อ สะเพร่า
           ความเลินเล่อหรือสะเพร่านั้นมีผลไม่ดีต่างๆ เป็นที่ทราบกันอยู่ดีแล้ว และคำนี้ก็ใช้ เป็นคำตำหนิกันอยู่เสมอ เพราะประมาทหรือเลินเล่อ จึงถูกรถชน ถูกรถทับ หกล้มแขนหัก ขาหัก เป็นต้น นั่นเป็นโทษเล็กน้อยของความประมาทเลินเล่อ ความประมาทที่ร้ายแรงคือ ถึงเป็นถึงตาย จงอย่าประมาท ใช้ปัญญาใช้เหตุผลไว้ให้เสมอ การใช้ปัญญาเหมือนการใช้ มีดแล้วหมั่นลับ ย่อมคมขึ้นเป็นลำดับ ใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้นเป็นลำดับ ปัญญานั้นแม้ไม่หมั่นใช้ ไม่ใช้ไว้ให้เสมอ จะเหมือนทิ้งมีดไว้ให้ขึ้นสนิมโดยไม่นำออกใช้ เมื่อถึงเวลาจำเป็นก็จะใช้ไม่ได้ ผู้มีปัญญาใช้ปัญญา จะเป็นผู้ไม่มีอคติ คือจะไม่ลำเอียงคิดพูดทำเชื่อไปตามผู้ที่ตนรัก หรือผู้ที่ตนเห็นว่ารักชอบตน หรือผู้ที่ตนเห็นว่าเป็นคนมีชื่อเสียงมีอำนาจราชศักดิ์ ดังนี้เป็นต้น แต่ผู้มีปัญญาจะใช้ปัญญา ใช้เหตุผล มุ่งไปที่ปัญญาที่เหตุผลทันที ไม่มุ่งที่บุคคลไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีภาวะ ฐานะ ความผูกพัน เกี่ยวข้องกับตนหรือกับผู้ใดอย่างไร ความมุ่ง ปัญญามุ่งเหตุผลเป็นใหญ่นี้จะช่วยมิให้เกิดผลเป็นความไม่ดีต่างๆ ทั้งมากน้อยหนักเบา ปัญญาจะเป็นรั้วกั้นความไม่ดีทั้งปวงให้พ้นไปได้อย่างแท้จริง เป็นปัญญาจึงเป็นเครื่องเสริมส่งทุกทาง
           การบริหารจิตก็เช่นกัน ต้องมีปัญญาเป็นกำลังสำคัญ จึงจะสามารถบริหารจิตให้ดีได้เป็นลำดับ แม้ไม่มีปัญญา      การบริหารจิตจักเป็นไปด้วยดีย่อมไม่ได้ เพราะเครื่องแวดล้อม ชักนำมากมายนั้นล้วนแต่จะชักจูงจิตให้ต่ำลงได้โดยง่าย ต้องมีปัญญาคุ้มกัน และฉุดชักสู้กันนั่นแหละ จึงจะสามารถบริหารจิตให้ดีได้เป็นลำดับ


books@mahamakuta.inet.co.th
มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
241 ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทร. (66) 02-6291417 ต่อ (106) , 2811085  Fax. (66) 02-6294015

[กลับ]

หน้าไทย

หน้าอังกฤษ